RE: การศึกษาในจิืนตนาการ ไขข้อข้องใจ
posted on 29 Apr 2008 16:35 by ordinaryman
คำเตือน: เอนทรี่นี้ โคตรลำเอียงแบบเข้าข้างเด็ก แบบใส่อารมณ์ เพราะจขบ ยังเป็นเด็ก
(ที่เข้าผับได้ แต่ไม่เข้า เพราะไม่เกินเหล้า ไม่ชอบเต้น ไม่ชอบเบียด และที่สำคัญ ไม่มีตัง)
จ่าหัวมาแบบเมล reply ก็ต้องมีเอี่ยวกับเอนทรี่ก่อนแน่นอน
บอกตรงๆว่าผมไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจที่จะมีคนออกมาต่อว่าในเรื่องที่ผมเขียนในเอนทรี่ ระบบการศึกษา
เพียงแต่ผมลืมความจริงไปอย่างหนึ่งคือ เมื่อสิ่งที่ผมเขียนมีคนเห็นด้วย ก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา
วันนี้เลยอยากมาตอบคำถามที่ค้างคานะครับ และ ใส่ความเห็นเพิ่มเติมนะครับ
เอนทรี่ที่แล้ว เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น และผมก็ไม่ได้บอกว่าระบบที่ผมเสนอไม่มีจุดบกพร่องและข้อเสีย
ไม่มีระบบไหนหรอกครับ ที่จะดีเลิศไปหมด ผมแค่เสนอสิ่งที่ผมคิดว่าดีที่สุด ออกมาจากสมองธรรมดาๆของผมก็เท่านั้น
และระบบไหนๆก็ต้องมีข้อเสียและการพัฒนาทั้งนั้น
เหมือนวินโดว์ที่ออกใหม่ทุกวัน โปรแกรมที่ออกเวอร์ใหม่ทุกวัน
โนเกียมันยังออกรุ่นใหม่ทุกเดือนเลย(ยืมมาจากการ์ตูน ERROR)
ขนาดไวรัสยังมีไวรัสใหม่ๆทุกวัน และแน่นอน แอนตี้ไวรัสเวอร์ชั่นใหม่ด้วย
ระบบการศึกษาก็คงไม่ต่างกัน ต้องมีการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุดไปเรื่อยๆ
ก่อนอื่นเลยผมขอตอบความเห็น(แบบแก้ตัวน้ำใส ไม่ขุ่นชัวร์ อิๆ)ให้กับคุณ คห ที่อาจสงสัย ในความคิดเห็นของผมก่อน
และขอขอบคุณ คห เหล่านี้ที่ชี้ให้ผมเห็นข้อดีข้อเสียทำให้ผมเพิ่มไอเดียลงไปในสิ่งที่ผมเคยเขียนครับ
และขอขอบคุณทุก คห ที่ทำให้เอนทรี่ที่แล้วเป็น Hot Post และขอขอบคุณทุกกำลังใจครับ
(มันพูดยังกะ credit ปกซีดีนักร้อง นักเขียนเล้ย)
คุณหมอครับ เพราะเด็กไม่มีเป้าหมาย ผมถึงอยากให้ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาและความถนัดไงล่ะครับ
เพื่อที่เขาจะได้รู้ความถนัดของตัวเอง แต่ถ้าเขาต้องการด้านอื่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา เรื่องความชอบมันหยุดกันยาก

คห 19 ยอมรับครับว่ามี เพียงแต่มันเยอะ เพราะเรายัดหลักสูตรเข้ามา โดยไม่ตัดของเก่าทิ้งไป
และอะไรที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน หรือ วิธีนำมาประยุกต์ เรายังไม่ได้สอนกันจริงๆ

คห 24 ใช่ครับ ความกระตือรือร้นอยู่ที่เด็กเอง อันนี้ ต่อให้ปฏิรูปการศึกษายังไงก็ช่วยไม่ได้
แต่ที่ผมเขียนก็แค่เพื่อช่วยคนที่เขาอยากเรียนจริงๆ แล้วนำไปใช้ได้ครับ

คห 48 ผมว่ามันมีวิธีที่จะช่วยทำให้ความกระหายในการเรียนรู้นั้นมีมากขึ้น
เพียงแต่เราไม่ได้นำมาให้เด็กเรียนรู้ เด็กจึงมองไม่เห็นภาพจริงๆ
อย่างงี้ผมว่าควรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่า ทัศนศึกษา ให้เด็กเห็นชีวิตจริง
มากกว่าคนรวยล้นฟ้าในละคร กับ คนขายของริมถนน และ โบราณวัตถุ
โบราณวัตถุไม่ใช่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่อยากให้เสริมด้านอื่นมั่ง
เพราะโบราณวัตถุมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเพียงบางส่วนเท่านั้น
คห 63 ความสามารถในการจำนั้น จำเป็นแน่นอน เพียงแต่เนื้อหาเยอะอย่างนี้
แถมสังคมยังตีกรอบมาให้เด็กอยู่นั้นก็ช่วยไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าเป็นข้ออ้างข้อแก้ตัว
ผมก็ไม่เถียง เพราะมันก็มีเหตุผลและปัจจัยอื่นๆด้วย แต่อย่างน้อย
ผมว่าข้อแก้ตัวของผมก็ไม่ได้ขุ่นเหมือนน้ำในคลองนะครับ
ผู้ใหญ่ทำตามเด็กแล้วหน้าแตก อย่างนี้เด็กก็ไม่มีวันถูกสิ
สังคมอันดีงามควรให้ความเคารพผู้อาวุโส ตราบใดที่เขา เป็นฝ่ายถูกจริงๆครับ
ที่ผมเสนอระบบนี้ เพราะผมเห็นชีวิตของหลายคนมันผิดพลาดมาแล้ว ในเรื่องการดำเนินชีวิต
ทำไมประเทศบางประเทศเขาไม่ได้เรียนหนักอย่างเรา เขายังพัฒนาได้
ต่อให้เขาไม่ได้ทำตามที่ผมว่าไว้เป๊ะๆ เรียนก็อาจจะเรียนซ้ำๆเดิมๆก็ตาม
ผมไม่อยากให้เราติดกับค่านิยมเดิมๆ ว่า เราจะต้องเข้า รร ชื่อดัง ขึ้น ม ปลาย ก็ต้องเรียนสายวิทย์
พอจบออกมาก็ต้องเข้า ม รัฐ อย่าง จุฬา มธ หรือ ม เอกชน อย่าง เอแบค แล้วมาดูถูกมหาลัยอื่นๆ
(คนประสบความสำเร็จหลายคนก็ไม่ได้จบมหาลัยมีชื่อที่เราแย่งๆกันเข้านะครับ)
จบมาก็ต้องเรียนโท เหมือนการแข่งขันที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่พอไปทำงานก็ทำอะไรไม่ถูก
อีกอย่างก็คือ ความรู้ที่มันแค่เอาไว้ใช้สอบ เรียน ม ปลายเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย(แล้วก็ไม่ได้ใช้ในมหาวิทยาลัยซักเท่าไหร่)
เรียน มหาวิทยาลัย เพื่อ เอาเกรด กับ วุฒิไว้สมัครงาน แล้วก็มีไม่กี่คนที่ได้งานตรงสาย หรือ ได้ใช้ความรู้ที่มีจริงๆ
การศึกษาก็เป็นเหมือนการลงทุนในชีวิต เพื่อเอากำไรจากการทำงานและประสบความสำเร็จ
ผมยังเห็นการศึกษาไทยยังติดกับค่านิยมเดิมๆ เรียนเอาเนื้อหาแบบปริมาณ มากกว่าคุณภาพที่นำมาใช้ได้จริง
ระบบโอเนตเอเนต คุณบอกว่าเอามาใช้เพื่อช่วยเด็ก ตจว แล้วคุณเห็นว่าระบบมีปัญหาแค่ไหน
ถ้าอยากช่วยเด็ก ตจว คุณก็กันโควต้าไว้ให้เขาเลยส่วนนึง ดีกว่ามั้ย
(ไอเดียโควต้าเอามาจากหนังสือ QUESTIONMARK เกี่ยวกะใครนั้น ลองเดาเอาละกันครับเหอะๆ)
แล้วตอนเอามาใช้ ขอบอกว่ารุ่นผมเนี่ย รุ่นแรกเลยครับ ที่เจอระบบนี้แบบไม่ทันตั้งตัว
เพราะถ้าคุณจะเปลี่ยนระบบจริงๆ มันต้องเริ่มที่ช่วงต่ออย่าง ม.1, ม.3 สิ
พวกผมกว่าจะรู้ก็ ม. 5 เกือบ 6 ไปแล้ว วิ่งกันจ้าละหวั่นเลย
เจอระบบนี้ทีเด็กวิทย์ต้องไปหาเรียนศิลป์เพิ่ม เด็กศิลป์ต้องหาเรียนวิทย์เพิ่ม และได้ยินว่าจะเพิ่มสุขศึกษาอะไรอีก
เด็ก ม ปลาย ก็ทำได้แค่ เรียน เสร็จแล้วก็เรียนพิเศษต่ออีกมากมาย เพราะความรู้ที่โรงเรียนสอนมันไม่พอ
เรียนเสร็จ ไม่ได้สอนวิธีใช้ให้เด็ก เด็กก็ลืม จะบอกว่าเพราะเด็กไม่ขวนขวายเอง แล้วคุณให้เด็กเรียนทำไม
ผมขอบอกว่า ระบบนี้เป็นเหมือนการเติมน้ำลงไปในน้ำที่เต็มแล้ว
เหมือนให้เด็กกินสิ่งที่พวกคุณๆบอกว่าเป็นประโยชน์ ทั้งๆที่พวกเราต้องกินของเก่าๆด้วย จนแทบจะอวกแล้ว
ถ้าคุณจะเสริมความรู้ใหม่ คุณก็ต้องมาจัดการกับความรู้เก่าด้วย
ถ้าคุณจะบอกว่าแล้วทำไมหลายๆคนทำได้ ถามหน่อย จะมีกี่คนที่กระเพาะสมองย่อยได้ดีอย่างนั้นล่ะครับ
นี่ผมยังไม่รวมการมองค่านิยมของการเรียนสายสามัญ กับ สายอาชีพด้วยนะครับ ซึ่งผมขอละไว้ในเอนทรี่นี้แล้วกัน
เดี๋ยวจะยาวจนคนอ่านเบื่อ
สุดท้าย เกี่ยวกับเรื่องเงิน ทำไมผมอยากให้เรียนเกี่ยวกับเงิน เพราะผมเห็นหลายคนตกม้าตายในการบริหารเงินมาแล้ว
ในชีวิตจริงคุณหนีเงินไม่พ้นหรอก เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากลำบาก เราก็ต้องรู้ว่าเราจะจัดการกับมันยังไง
ผมอยากจะบอกว่า เจ้าของ CP ยังไม่ได้เข้ามหาลัย บิล เกต ก็ไม่ได้จบตรี (ทั้งๆที่เรียนเก่งมาก)
แต่พวกเขารู้ในสิ่งที่ควรรู้และมองเห็นโอกาส เลยทำให้ประสบความสำเร็จ
ทำไมไม่กระตุ้นให้เด็กไทยทำได้มั่งล่ะครับ
ผมเชื่อว่าศักยภาพของพวกเราทำได้
เราอาจจะไม่ต้องรวยมากมายเหมือนกับนักธุรกิจ(และตำรวจ)บางท่าน
เราอาจจะไม่ต้องหัวดี และ เก่งทั้งด้านไอที กับ ธุรกิจเหมือนบิล เกต
เราอาจจะไม่ต้องหัวดีเหมือนไอน์สไตน์
ขอแค่ให้อยู่สบาย มีความสุขกับชีวิต แบบไม่ต้องปากกัด ตีนถีบ แล้วยังต้องใช้ตูดดันอย่างทุลักทุเลอีกก็พอแล้ว
ปล. ตอบคุณที่ส่ง ems มาหาผม เรื่องขัดใจเอนทรี่ที่แล้ว
(ขอไม่บอกว่าเป็นใครนะครับ)
หวังว่าเอนทรี่นี้คงช่วยให้่คำตอบบางอย่างอับคุณบ้างนะครับ
ถ้ายังไม่กระจ่างก็ขออภัย และถ้าอยากได้ความเห็น
หรือให้ผมเขียนอะไรเพิ่มเติมก็ ems มาบอกกันนะครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ ส่วนใครอยากคุยกับผมก็แอด msn ผมมาได้นะครับ
อยู่ใน Profile ครับ
ปล2. หากเห็นว่ามีอะไรไม่เหมาะสม อยากให้แก้ไข เพิ่มเติมอะไรในเอนทรี่นี้ก็บอกผมได้นะครับ
ปล3. จขบ จัดหน้าให้มันแสดงผลในหมาไฟให้สวยไม่เป็น ใครทำเป็นช่วยให้เอนทรี่เปิ่นๆนี่อ่านง่ายทีครับ
ปล4. ต่อให้ปฏิรูปการศึกษายังไง ก็จะต้องมีทั้งคนสำเร็จ และ ไม่สำเร็จ ยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้วแหละครับ ผมแค่เสนอ และ ระบายในสิ่งที่คิดว่าอาจช่วยให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น หากรุนแรงเกินไปก็ขออภัยไว้ด้วยครับ (แต่ผมเตือนไว้แล้วนา ว่าเอนทรี่นี้ เข้าข้างเด็ก)


ใครพูดประโยคนี้จำไม่ได้แล้ว
ถึงการเรียนจะไม่มีวันสิ้นสุด
แต่การสอนแบบวิธีผิดผิดก็สมควรจะสิ้นสุด
เด็กไทยทุกคนกำลังแห่ไปเรียนพิเศษ
ในขณะที่เด็กอีกหลายประเทศเรียนแค่ในโรงเรียน
แต่ประเทศเค้าสามารถพัฒนาบุคลากรที่สมบูรณ์ออกมาได้มากกว่า
เพราะเค้ารู้ดีไง ว่าความรู้ย่อมมาจากการใฝ่รู้ของเด็กเองนอกห้องเรียน
ไม่ใช่จากหนังสือ ตำรา แต่เป็นธรรมชาติการใช้ชีวิต
ในวันนี้เด็กไทยกำลังเรียนอะไรอีกมากมาย
ที่บางครั้ง ตัวเราเองถามครูว่าเรียนไปทำไม
ถ้าครูเองยังตอบเด็กไม่ได้ บอกแค่ว่าจำไปเหอะ
แล้วเราจะเรียนไปทำไม
น่าเสียดาย เด็กไทยจำเก่ง แต่ประยุกต์ใช้ไม่เป็น
เพราะไม่มีใครสอนให้คิด มีแต่คนที่สอนให้จำ
#1 By sunnysunday:) on 2008-04-29 16:53